ใช้ Social Listening เพื่อเพิ่มยอด ขายของออนไลน์ เป็นไปได้หรือไม่

13 Jan by admin

ใช้ Social Listening เพื่อเพิ่มยอด ขายของออนไลน์ เป็นไปได้หรือไม่

ใช้ Social Listening เพื่อเพิ่มยอด ขายของออนไลน์ เป็นไปได้หรือไม่ ช่วงสถานการณ์โรคระบาดตอนนี้ ระหว่างที่รอวัคซีนจากต่างประเทศ คนส่วนใหญ่ไม่กล้าออกจากบ้าน การใช้จ่ายเงินคิดหน้าคิดหลัง การเก็บเงินสำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉินเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนทำ คนส่วนใหญ่ยังคงกังวลความไม่แน่นอนว่าไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต แล้วภาคธุรกิจจะไปต่ออย่างไร ?

ธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ ที่ยังทำการตลาดอยู่จะมองการตลาดทางด้านออนไลน์ไว้เป็นอันดับแรก เพราะคนเริ่มไม่กล้าออกจากบ้าน ตอนนี้จะเห็นการลงทุนทำ Website, SEO , ช่องทาง Social Network, การนำสินค้าไปลงไว้ในระบบ E-Commerce ชื่อดังเช่น Shopee หรือ Lazada รวมถึงการทำ Sales Page ในช่องทาง Social Network รวมถึงการยิง Ads ผ่าน Facebook ADS เพื่อให้ลูกค้าหรือผู้บริโภคนั้นรู้จัก Brand สินค้าของเรา และเลือกที่จะซื้อสินค้าของเราได้ทันที ซึ่งเห็นแนวโน้มปี 2021 เป็นอะไรที่เริ่มโตอย่างมาก

ทำไมการตลาดออนไลน์จึงเป็นที่นิยม

ต้นทุนในการทำการตลาดออนไลน์ เริ่มต้นตั้งแต่ฟรี จนมีค่าใช้จ่าย ซึ่งราคาไม่แพง
การใช้งานของ Social Network นั้นใช้งานง่าย และเข้าถึงกับคนเป็นจำนวนมาก
ราคาในการทำโฆษณาราคาถูก วัดผลจากการลงโฆษณาได้จริง
สร้างแคมเปญทางการตลาดได้ตลอดเวลา เพื่อสร้างยอดขายได้มากขึ้น

ในเมื่อการตลาดออนไลน์ของทุกธุรกิจทุกช่องทาง ที่เราทำอยู่น้้นคู่แข่งเองก็ทำด้วยเช่นกัน จึงเป็นที่มาของ Social Listening Tool จะเข้ามาช่วยสร้าง

ยอดขายของธุรกิจที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจากไหน ?

ก็ต้องมาจาก สินค้า (Product ที่ดี) การทำประชาสัมพันธ์การเข้าถึง (Engagement) ไปยังลูกค้ามากขึ้น ส่งผลให้ลูกค้าเกิดการซื้อสินค้าและบอกต่อสินค้าไปยังคนอื่น ๆ แล้วจะทำอย่างไรในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ มากขึ้น คำตอบอยู่ใน D C P

3 Trends Marketing

D = DATA Is A New Oil :

Data, I look at it as the new oil. It’s going to change most industries across the board.” — Brian Krzanich, Intel CEO.

DATA คือแหล่งพลังงานใหม่ในการขับเคลื่อนธุรกิจ ข้อมูลมีความสำคัญเป็นอย่างมากในการทำธุรกิจ ข้อมูลมีทั้งข้อมูลภายใน (Internal) และ ข้อมูลภายนอก(External) หรือเรียกว่าข้อมูลนั้นว่า (Big Data) ที่อาจจะเกิดจากข้อมูลการประชาสัมพันธ์ในช่องทาง Social Network และ Customer Feedback ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่องทาง จะดีแค่ไหนถ้ามีเครื่องมือ Social Listening Tool ที่ทำให้ธุรกิจประหยัดเวลา และ ลดต้นทุน โดยการดึง Data ข้อมูลที่มีการพูดถึงสินค้าและ บริการ ของเราออกมาให้เลย ว่าสินค้าของเรานั้นมีการพูดถึงในโลก Online เป็นอย่างไร มีใครที่ชมหรือตำหนิสินค้าเรา รวมถึงสามารถดูธุรกิจของคู่แข่งได้ด้วย

ใน Social Listening Tool เราเอา Data ข้อมูลมาช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างไร ?

1. เรารู้ว่าลูกค้าอยู่ช่องทางไหน มากทีสุด การแบ่งสัดส่วนการลงโฆษณาแต่ละช่องทางจะทำให้เม็ดเงินเข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุด แทนที่จะหว่านเงินไปในทุกช่องทางเท่า ๆ กัน

เขาพูดคุยกันในช่องทางไหนมากที่สุด

2. เรารู้ว่าลูกค้าที่ติชม หรือ comment ในทางที่รุนแรงก่อให้เกิดความเสียหายต่อ Brand ถึงแม้ว่าข้อความนั้นเป็นข้อความที่มีคนสนใจน้อย แต่อาจจะส่งผลต่อภาพใหญ่ก็เป็นไปได้ในอนาคต เมื่อเรารู้ต้นทางก็จะสามารถเข้าไปปรับความเข้าใจกับคนที่ตำหนิเราให้กลับมาเป็นความรู้สึกที่ดีได้ การรักษาลูกค้าเก่าจะประหยัดต้นทุนกว่า การหาลูกค้าใหม่ ถึง 10 เท่า

Social listening สามารถเข้าไปดู Post ที่รวบรวมมา ก่อนเกิดสัญญาณภาพใหญ่ ทำไม คนถึงให้ความรู้สึกไม่พอใจเป็นจำนวนมาก ถ้าเราทราบก่อนน่าจะแก้ปัญหาก่อนที่เกิดปัญหาลุกลามไปแบบ Crisis Management ได้ ซึ่งจะเสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก

3. เราวางกลยุทธ์ ด้วย Data ที่เก็บมา และ Monitor คู่แข่งขันในการทำธุรกิจ ไม่ว่าคู่แข่งทำ Content เนื้อหาอะไร ทำประชาสัมพันธ์แนวไหน โปรโมทเวลาไหน การปรับตัวให้เท่าทันหรือเดินนำหน้าคู่แข่ง การใช้ Data วิเคราะห์และวางแผนนั้นจะชนะคู่แข่งได้ โดยการใช้ Algorithm

4. คาดการณ์อนาคต และ หาผลิตภัณฑ์ ใหม่ ๆ จาก Insight ผู้บริโภคได้ก่อนใคร ซึ่งสินค้าในท้องตลาดนั้นเราสามารถดู Feedback ได้ว่าสินค้าเรายังอยู่ในกระแสนิยมหรือไม่หรือควรจะหาสินค้าเข้ามาแทนที่ และ สินค้าที่เข้ามาแทนที่ควรจะเป็นสินค้าอะไรที่มีการพูดถึงมากที่สุด

C = Content Is The King : ด้วยข้อจำกัดของการโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละ Platform ไม่ว่าจะเป็นช่องทาง Facebook การโปรโมทเนื้อหาปัจจุบันจะมีการจำกัดการเข้าถึง และ กฏเกณฑ์ต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก โดยแต่ละ Platform ก็จะมีกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป การทำ Content ที่เข้าถึงแต่ละ Platform ก็จะยากขึ้น และ การเขียน Contents ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายก็จะต้องมีองค์ประกอบให้คิดมากขึ้น

แล้วเราจะเพิ่มคนอ่านเนื้อหาและสร้างยอดขายด้วย Contents เราได้อย่างไร ?

Context เนื้อหาที่ดีส่งผลต่อการทำการตลาดได้เป็นจำนวนมาก Content is the king คือคำตอบในการทำการตลาดออนไลน์ยุคนี้ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเนื้อหาที่เราเขียนมาแล้วจะตอบโจทย์ Social Listening Tool นั้นมีข้อมูลในอดีตที่มีคนเคยอ่าน และ Feedback กลับมารวมถึงความฉลาดของระบบที่สามารถหาความสัมพันธ์ของคำของกันและกัน (Word Cloud) ซึ่งสามารถเข้าใจได้ว่าคนที่ชอบเนื้อหาเรานั้นเป็นคนแบบไหน และ คำไหนควรเอามาใช้ในการทำการตลาดต่อไป และ คำทีเ่กิดใหม่ในอนาคตที่เราควรจะติดตามและ สร้าง SEO (Search engine Optimizations) ได้ก่อนใคร

การปรับ Content ให้ตรงใจกับกลุ่มลูกค้าในแต่ละ Gen นั้น สามารถใช้ข้อมูลย้อนหลังจาก Social Listening Tool ทำการรวบรวมมา ซึ่งจะสามารถหา Pain Point ต่าง ๆ ได้ หรือแม้กระทั่งนำข้อมูลที่ลูกค้าชมสินค้าเข้ามาช่วยโปรโมท เท่ากับว่า Brand เป็นคนการใส่ใจลูกค้า

P = Personalization’s การทำการตลาดแบบเข้าถึงบุคคล แทนที่การทำการตลาดแบบเหมารวมไปทั้งหมด เพราะความต้องการของลูกค้าแต่ละรายนั้นไม่เหมือนกัน

การตลาดเข้าถึงส่วนบุคคล

ข้อมูลที่ Social Listening Tool ทำการรวบรวมมานั้น มีทั้งคำถาม คำติชม บางครั้งก็มีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ เช่น อยากให้สินค้ามี Delivery จัดส่งถึงบ้าน, ราคาค่าขนส่งให้ถูกลง,มีของแถมหรือส่วนลดมากขึ้น,อยากได้แบบที่แตกต่างจากที่มีอยู่ ,หรืออยากให้ซื้อสินค้าผ่านช่องทาง Line และ ส่งของในวันเดียวกัน , ผ่อนได้ไหม และอื่น ๆ

การออกไปสำรวจความคิดเห็นต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก การลดค่าใช้จ่ายและ ใช้ข้อมูลจาก Social Listening Tool นั้นจะช่วยประหยัดต้นทุนและเห็นช่องทางในขายมากขึ้น ซึ่งนักการตลาด หรือเจ้าของธุรกิจ ถ้านำข้อมูลจากภายในนำมาประกอบและคิดว่า Demand ความต้องการมากเพียงพอและ ทำการตลาดที่ลูกค้าเรียกร้อง น่าจะเพิ่มยอดขายให้เพิ่มมากขึ้นได้

โดยส่วนตัวนั่งวิเคราะห์ภาพรวม ของ Social Listening มาตลอดเวลา เห็นว่ามันมีประโยชน์ในการนำไปใช้ในแง่ธุรกิจและการตลาดเป็นอย่างมากจึงขอสรุปในแนวทางตัวเองว่าการใช้ Social Listening เพื่อเพิ่มยอดขาย เป็นไปได้อย่างมาก